วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การประมวลผลข้อมูล





การประมวลผลข้อมูล (Data processing)
การประมวลผลข้อมูล คือการกระทำการใดๆ กับข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลนั้นๆ อยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ หรือตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน




ประเภทของการประมวลผลข้อมูล
การประมวลผลข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ
1. การประมวลผลด้วยมือ (Manual Data Processing)
การประมวลผลด้วยมือ หมายถึงการใช้แรงงานคนเป็นหลักในการประมวลผล โดยมีอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการประมวลผล เช่น ดินสอ ปากกา ไม้บรรทัด กระดาษ ลูกคิด เครื่องคิดเลข วิธีการประมวลผลด้วยมือเหมาะกับงานที่มีปริมาณไม่มากนัก และอยู่ในภาวะที่แรงงานยังมีการจ้างงานที่ไม่สูงนัก

2. การประมวลผลด้วยมือกับเครื่องจักรกล(Manual With Machine Assistance Data Processing)
การประมวลผลด้วยมือกับเครื่องจักรกล หรือการประมวลผลด้วยเครื่องจักรกล ซึ่งการประมวลผลแบบนี้จะเหมาะกับงานระดับกลางที่มีปริมาณไม่มากนัก และต้องการความเร็วในการทำงานในระดับพอสมควร การทำงานจะอาศัยแรงงานคน ร่วมกับเครื่องจักรกล เครื่องที่ใช้กันมาก คือ เครื่องทำบัญชี หรือเครื่องประมวลผลกึ่งอิเล็กทรอนิกส์ (Semi-electronic Data Processing)

3. การประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Processing)
การประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรือการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกย่อๆ ว่า EDP คือ การประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานที่เหมาะสมกับการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์คือ งานที่มีลักษณะดังนี้



  • งานที่มีปริมาณมากๆ


  • ต้องการความเร็วในการประมวลผล


  • ต้องการความละเอียดและความถูกต้องของงานสูง


  • งานที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ซับซ้อน หรือมีลักษณะที่ทำงานแบบเดิมซ้ำกันหลายๆ รอบ


  • มีการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อน

ตัวอย่างเช่น ระบบงานทะเบียนและวัดผล, ระบบงานการจองตั๋วเครื่องบิน หรือระบบงานด้านการเงินและการธนาคาร เป็นต้น
















ขั้นตอนการประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์

การประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ

1. การเตรียมข้อมูลเข้า (Input Data)
คือการเก็บรวบรวมข้อมูลให้พร้อมที่จะทำการจัดเก็บ บันทึก และประมวลผล ซึ่งประกอบไปด้วย

1.1 การลงรหัส (Coding) คือการใช้รหัสแทนข้อมูล ซึ่งทำให้ข้อมูลอยู่ในรูปที่กระทัดรัดเพื่อสะดวกแก่การประมวลผล รหัสที่ใช้อาจเป็นตัวเลขหรือไม่ใช่ตัวเลขก็ได้
1.2 การแก้ไข (Editing) คือการตรวจสอบข้อมูล ให้มีความถูกต้อง และเป็นไปได้ (เช่น ข้อมูลอายุ ควรจะอยู่ระหว่าง 0 - 100 ปี เป็นต้น) ก่อนนำไปใช้งาน โดยมีการปรับปรุงแก้ไขเท่าที่จำเป็น
1.3 การแยกประเภท (Classifying) คือ การจัดประเภทของข้อมูล หรือจำแนกข้อมูลออกเป็นกลุ่มเพื่อสะดวกแก่การนำไปประมวลผล เช่น ร้านค้าย่อย อาจจะจำแนกเป็น ชนิดของสินค้า แผนกที่ขาย ผู้ขาย หรือจำแนกหมวดอื่นๆ ตามที่ผู้จัดร้านเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการดำเนินงาน
1.4 การแปรสภาพข้อมูล (Transforming) คือ การเปลี่ยนสื่อ หรือตัวกลางที่ใช้บันทึกข้อมูลเพื่อให้อยู่ในรูปที่สามารถนำไปประมวลผลต่อไปได้ เช่น การเจาะข้อมูลลงบนบัตร เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถรับไปประมวลผลได้

2. การประมวลผล (Processing)
ได้แก่ วิธีการจัดการกับข้อมูล ซึ่งอาจเป็นการบวก ลบ คูณ หาร หรือการคำนวณ และเปรียบเทียบลักษณะต่างๆ ที่กำหนดไว้

3. การนำเสนอข้อมูล (Output)
คือ การเอาผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาแสดงให้ผู้อื่นทราบ อาจจะแสดงไว้ในรูปรายงาน ตาราง หรือแบบใดก็ได้ที่สามารถนำเสนอให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย
3.1 การสรุปผล (Summarizing) คือการนำเอาข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่มากลั่นกรอง และย่อลงให้เหลือเฉพาะส่วนที่จำเป็น เพื่อที่จะนำไปปฏิบัติให้คล่องตัว และใช้ประกอบการตัดสินใจ
3.2 การเก็บข้อมูล (Storing) เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ได้อีกในอนาคตจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ ในระบบคอมพิวเตอร์มักจะบันทึกลงเทปแม่เหล็กหรือจานแม่เหล็ก
3.3 การค้นหาและการเรียกใช้ข้อมูล (Searching and Retrieving) คือ การค้นหาข้อมูลในแฟ้มข้อมูล และเรียกข้อมูลนั้นกลับมาใช้งาน (เช่นนำข้อมูลกลับมาแก้ไข ปรับปรุง)
3.4 การทำสำเนาข้อมูล (Reproduction) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบที่ได้มาใหม่ หรือข้อมูลจากการประมวลผล ในบางครั้งต้องการข้อมูลหลายชุด จึงจำเป็นต้องมีการสำเนาข้อมูลออกมาใช้หลายๆ ชุด


















ระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer processing)
สามารถแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้


1. การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch processing system)
หมายถึงการประมวลผลข้อมูลที่ต้องมีการรวบรวมข้อมูลให้มากพอควร โดยใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งในการเก็บรวบรวม เมื่อมีการสะสมข้อมูลครบเวลาที่กำหนด จึงนำไปประมวลผล ระบบเครื่องที่ประมวลผลแบบนี้เรียกว่าระบบออฟไลน์ (Off-line system)

2. การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ


2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)


2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการของงาน

3. การประมวลผลโดยใช้ตัวประมวลผลมากกว่า 1 ชุด (Multiprocessing system)
หมายถึงการประมวลผลโดยอาศัยหน่วยประมวลผลกลางมากกว่า 1 ชุด โดยกำหนดให้ทำงานในเวลาพร้อมๆ กัน (อาจจะเสริมการทำงาน หรือ สำรองการทำงานซึ่งกันและกัน) นิยมใช้กับงานที่จำเป็นต้องมีการประมวลผล อยู่ตลอดเวลา

4. การประมวลผลแบบหลายโปรแกรม (Multiprogramming system)
ระบบ Multiprogramming system หรือ Multi tasking system หมายถึงระบบการประมวลผลที่ในขณะเวลาใดเวลาหนึ่งสามารถมีโปรแกรม อยู่ในระบบการประมวลผลมากกว่า 1 โปรแกรมได้ กล่าวคือ ในขณะที่โปรแกรมหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ผู้ใช้สามารถที่จะเรียกโปรแกรมอื่น มาทำงานซ้อนได้ และสามารถที่จะสลับกันทำงานระหว่างโปรแกรมที่เปิดใช้งานอยู่ได้


เอกสารอ้างอิงhttp://www.paktho.ac.th/trirong//classroom/plan3001/page10.htm




ไม่มีความคิดเห็น: