วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

แนวโน้มและทิศทางการบริหารงานในอนาคต







สำนักงานแบบใหม่

1.การไม่ยึดติด(Paradigm shift)คือหลักธรรมที่มีมาช้านานและป็นหลักการคืนสู่สามัญ(Basic concept)ที่ผู้บริหารหลายท่านมักหลงลืมไปนั้นคือการบริหารสำนักงานโดยไม่ตีกรอบความคิดหรือยึดติดกับความเชื่อแบบเดิมไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน

Paradigmเป็นแนวคิดพื้นบ้านในประเด็นของการเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวในโลกนี้15มาจากความเชื่อเกี่ยวกับดุลยภาพที่ว่าทุกสิ่งมีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

2.การเรียนรู้(Learning)วิธีการเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยให้สำนักงานปรับตัวในยุคไร้พรมแดนด้วย วินัย5ประการ

(1)การคิดเป็นระบบ(Systems Thinking)

(2)วิสัยทัศน์ร่วมกัน(Shared)

(3)รูปแบบจิตใจที่ท้าทาย(Challenging Mental Models)

(4)การเรียนรู้บบทีม(Team Leaning)

(5)เจ้านายส่วนตัว(Personal Mastery)


วินัยทั้ง5นี้ช่วยให้ผู้บริหารสำนักงานเปลี่ยนวีธีคิดแบบเดิมและสร้างแน้วคิดใหม่ จนเกิดเป็นสำนักงานหรือองค์การเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งมีหลักการสำคัญอยู่ที่การแก้ไขปัญหา


วิวัฒนาการของสำนักงานแห่งการเรีนยรู้

มี3ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่1 มีสายบังคับบัญชาแบบดั้งเดม(Traditional) ซึ้งผู้บริหารระดับสูงยังคงทำหน้าที่ผู้ควาบคุมส่วนกลางในการปฏิบัติงานต่างๆของสำนักงาน

ชั้นที่2 ผู้บริหารระดับสูงเริ่มมอบอำนาจ ให้ความรับผิดชอบกับพนักงานในการตัดสินใจและในการปฏิบัติงาน

ขั้นที่3 พนักงานมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกลยุทธ์สามารถทำงานร่วมกันภายใต้วิสัยทัศน์โดยรวมขององค์การและแต่ละส่วนงานที่แตกต่างกันก็ยังสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างอิสระต่อกัน ในขณะที่ใช้ทรัพยากรทางการบริหารร่วมกัน ณ เวลาเดียวกันโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อก่อให้เกิดการบรรลุภารกิจที่กำหนดไว้








วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2551

รีเอ็นจิเนียริ่ง(Re-Engineering )
การรีเอ็นจิเนียริ่งกระบวนการทางธุรกิจเป็นแนวคิดทางธุรกิจในทศวรรษที่ 1990 แต่ในทางปฏิบัติจริงก็ยังไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าแนวคิดของการพัฒนาคุณภาพทั่วทั้งองค์การ หรือ Total Quality Management (TQM) ซึ่งมุ่งเน้นที่กระบวนการ

Reengineering หรือ “การรื้อปรับระบบ” เป็นคำที่ ไมเคิล แฮมเมอร์ และเจมส์ แชมปี้ ริเริ่มใช้ในหนังสือชื่อ Reengineering the Corporation ในฐานะที่เป็นคำประกาศการปฏิวัติธุรกิจ หรือ A Manifesto for Business Revolution เมื่อปี 1993 ก่อนที่จะเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดที่จัดโดย นิวยอร์ก ไทม์ และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 14 ภาษา ทำให้เป็นคำที่มีการกล่าวขานถึงอย่างกว้างขวาง



คำศัพท์หลักที่สำคัญมี ดังนี้

-พื้นฐาน (Fundamental) คำศัพท์หลักคำนี้เป็นคำถามพื้นฐานที่สุดและเป็นหัวใจสำคัญในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งธุรกิจหรือองค์การจะต้องพิจารณาถึงพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือกฎเกณฑ์ที่รองรับการดำเนินธุรกิจ และแฝงเร้นอยู่ในแนวทางปฏิบัติที่กำหนดขึ้นในการดำเนินงานหรือการดำเนินธุรกิจ โดยทั่วไป มักช่วยให้องค์การพิจารณาได้ว่าสมมุติฐานหรือกฎเกณฑ์นั้นผิดพลาด ไม่เหมาะสมหรือล้าสมัย ทั้งนี้ โดยการตั้งคำถามว่า “ทำไมเราจึงทำแบบนี้ ? ” , “ ทำไมเราจึงต้องทำอย่างที่เรากำลังทำอยู่ ? ” หรือ “ เราต้องทำอะไร หรือเราจะทำอย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ? ” เป็นต้น


-ถอนรากถอนโคน เป็นศัพท์ที่แผลงมาจากภาษาลาตินว่า Radix ซึ่งหมายถึง ราก การคิดหรือการออกแบบใหม่อย่างถอนรากถอนโคน หมายถึง การมุ่งที่รากแก้วของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเพียงผิวเผิน แต่เป็นการทิ้งของเดิมไปทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง หรือการออกแบบใหม่บนพื้นฐาน สมมุติฐาน หลักการ หรือกฎเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด


- ยิ่งใหญ่ (Dramatic) คำศัพท์หลัก “ยิ่งใหญ่” หรือ “ใหญ่หลวง” ในที่นี้ เป็นการเน้นย้ำว่า การทำรีเอ็นจิเนียริ่งมุ่งสู่การกระทำที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ของการทำงานที่ก้าวกระโดด หรือการบรรลุผลอันยิ่งใหญ่มโหฬาร เพราะความต้องการบรรลุเป้าหมายเพิ่มขึ้น การเพิ่มผลงาน หรือคุณภาพของผลงานเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง เพียงใช้วิธีการปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็น่าจะเพียงพอแล้ว



-กระบวนการ (Process) คำว่ากระบวนการ นับเป็นคำศัพท์หลักที่สำคัญอีกคำหนึ่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนหรือยุ่งยากสำหรับการทำรีเอ็นจิเนียริ่งอีกคำหนึ่ง เนื่องจากผู้บริหารหรือผู้อยู่ในแวดวงธุรกิจมักไม่ได้ให้ความสนใจกับ
“กระบวนการ” ในระยะที่ผ่านมา มักมุ่งที่ตัวงาน เนื้องาน โครงสร้าง หรือตัวบุคคลผู้ปฏิบัติงานมากกว่า



“กระบวนการ” คือ กลุ่มของกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่หนึ่ง หรือในกิจกรรมของการนำปัจจัยนำเข้า และกิจกรรมอื่น ๆ ตามลำดับ จนถึงกิจกรรมสุดท้ายที่เกิดเป็นผลลัพธ์หรือการได้รับปัจจัยนำออกที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ตามแนวคิดของ อดัม สมิธ การดำเนินธุรกิจหรือการทำงานมักถูกแบ่งเป็นงานย่อย ๆ ที่ง่ายที่สุด เพื่อมอบหมายให้กับผู้ปฏิบัติงานที่เป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นผลให้ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละงานมองไม่เห็นวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าหรือละเลยผลลัพธ์สุดท้ายของการทำงานที่ต้องการอย่างแท้จริง แต่กลับมุ่งพิจารณาหรือให้ความสนใจอยู่กับแต่ละงานย่อยของกระบวนการดำเนินธุรกิจหรือกระบวนการดำเนินงานเท่านั้น




ขั้นตอนการรื้อปรับระบบ
1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)
2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่(Redesign)
3. การเสริมเทคโนโลยี(Retool)
4. การฝึกอบรมบุคลากร(Retrain)



การนำแนวคิดการรื้อปรับระบบมาใช้ในระบบราชการเพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนทันคติผู้ปฎิบัติงานใหม่ ปรับลดขั้นตอนการทำงานลงเสริมการทำงานและปรับสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงาม สะดวกในการทำงานซึ่งเป็นมิติใหม่ของการทำงานการให้บริการของหน่วยราชการ ตัวอย่าง




- การให้บริการฝากถอนเงินของธนาคาร(แบบเดิม)
• การฝากถอนเงินผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน
• มีพนักงานหลายคน แบ่งหน้าที่ ฝาก ถอน ตรวจสอบ อนุมัติ ผ่านพนักงานหลายคน
• ใช้เวลานานในการฝากถอน • ระบบการตรวจสอบด้วยเอกสาร
- การใก้บริการฝากถอนเงินของธนาคาร(แบบใหม่)
• การฝากถอนเงินมีขั้นตอนลดลง
• มีพนักงานคนเดียวทำหลายหน้าที่ ฝากถอนตรวจสอบ อนุมัติด้วยพนักงานคนเดียวกันใช้เวลาลดลง
• มีการมอบอำนาจ พัฒนาบุคลากร
• มีระบบการตรวจสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์



Re-Engineering คือ การ ปรับเปลี่ยน กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ พูดง่ายๆภาษาชาวบ้าน คือ โล๊ะ เป็นการ ปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ขององค์กร บริษัท ทั้งระบบจุดไหนที่ก่อให้เกิน ความล่าช้า เช่น คนงาน พนักงาน ผู้บริหาร ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำการ เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ (ไม่ใช่การปรับปรุงนะ) เป็นการเปลี่ยนใหญ่

ตัวอย่าง บริษัทหนึ่ง มียอดการผลิต ลดลงทุก ไตรมาศ ผู้บริหารระดับสูง หรือ เจ้าของกิจการ ก็อาจจะ พิจารณา กระบวนการทำงาน ทั้งระบบ แล้วก็เห็นว่า เป็นการยากที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะอาจจะใช้เวลามาก จึงตัดสินใจเอาพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ออก (ล้างไพ่) แล้วทำการวางตำแหน่งงาน และดำเนินงานกันใหม่ เหมือนเปิด บริษัทใหม่ยังไงยังงั้น


หัวใจสำคัญของการ Re-engineering
อยู่ที่กระบวนการลักษณะสำคัญหรือจุดเน้นของการรื้อปรับระบบ หรือ การทำรีเอ็นจิเนียริ่งอยู่ที่ การมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงาน การทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนที่แนวคิดพื้นฐาน สมมุติฐาน หรือหลักเกณฑ์เดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน และการมุ่งสู่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่หรือผลลัพธ์อันใหญ่หลวงองค์ประกอบ ของ การรื้อปรับระบบ มี 6 ข้อ ดังนี้-จัดโครงสร้าง ให้เป็น At come เหมาะแก่ประสิทธิภาพ และ Output เหมาะแก่ประสิทธิผล-มีการกำหนดหน่วยงาน-หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน ต้องมีการเก็บข้อมูล-เสมือนกระจุกตัว ถามไรรู้หมด-มีการเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆไปพร้อมกัน-มีลักษณะ Online


แหล่งที่มา
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=b2beep&month=01-2007&date=05&group=4&gblog=3




วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

อุทยานแห่งชาติ















เกาะช้าง เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ รองจากเกาะภูเก็ต ที่เกาะช้าง นอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งน้ำตก และหาดทรายขาวแล้ว ยังมีวิถีชิวิต ชาวบ้าน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่น่าท่องเที่ยว เป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพจนเกินไป และที่เกาะช้าง สภาพอากาศที่สามารถเดินทางไปเที่ยวเกือบตลอดทั้งปี หมู่เกาะช้าง จึงเป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศนิยมมาอย่างไม่ขาดสาย หาดที่ได้รับความนิยมของเกาะคือ หาดทรายขาว, หาดคลองพร้าว, หาดไก่แบ้, หาดบางเบ้า, โลนลี่ บีช, อ่าวใบลาน, อ่าวคลองสน, หาดไข่มุก, สลักเพชร, บ้านเจ๊กแบ้ และ ด่านเก่า เป็นต้น

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ประกอบด้วย เกาะใหญ่น้อยในท้องทะเลอ่าวไทยกว่า 40 เกาะ โดยวางเรียงตัวเรียงรายเป็นรูปยาวรีคู่ขนาน ไปกับชายฝั่งทะเลจังหวัดตราดโดยเริ่มต้นที่เกาะช้างน้อย เกาะช้าง เกาะคลุ้ม เกาะหวาย เกาะเหลายา เกาะไม้ซี้ และหมู่เกาะรัง ได้รับการประกาศ จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2525 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 45 ของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 650 ตารางกิโลเมตร โดยเป็นพื้นน้ำประมาณ 458 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ เกาะช้างเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ของประเทศไทยรองจากเกาะภูเก็ต อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแหลมงอบ จังหวัดตราด ห่างประมาณ 8 กิโลเมตร ยาวจากเหนือลงมาทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร กว้างประมาณ 14 กิโลเมตร


ลักษณะภูมิประเทศ
เป็นภูเขาเกือบตลอดทั้งเกาะ เช่น เขาล้าน เขาจอมปราสาท เขาคลองมะยม เขาสลักเพชร ยอดเขาใหญ่เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดมีความสูง 743 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โครงสร้างทางธรณีส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นหินอัคนีในยุคไทรแอสซิกมีช่วงอายุ 230-195 ล้านปีมาแล้ว แม่น้ำลำธารในเกาะช้างเป็นคลองสายสั้นๆ ที่น้ำทะเลเข้าถึงต้นคลองเป็นห้วยน้ำจืดไหลมาจากน้ำตก ซึ่งเป็นสภาพหุบเขาหลังอ่าวต่างๆ ไหลแทรกไปตามบริเวณป่าชายเลนแล้วไหลลงสู่ทะเลรอบๆ เกาะที่สำคัญได้แก่ คลองสน คลองมะยมคลองค้าวคาว คลองบางเบ้า คลองพร้าว คลองนนทรี เป็นต้น ลำน้ำเหล่านี้ยังก่อให้เกิดน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกธารมะยม น้ำตกคลองพลู น้ำตกคลองนนทรี น้ำตกคีรีเพชร และน้ำตกคลองหนึ่งหมู่เกาะช้าง อยู่ห่างไกลจากปากแม่น้ำขนาดใหญ่ที่จะทำให้เกิดการทับถมของตะกอนโคลนเลน จึงทำให้หมู่เกาะเหล่านั้นเต็ม ไปด้วยหาดทรายที่ขาวสะอาด น้ำทะเลใสสวย และอุดมสมบูรณ์ด้วยสรรพชีวิตใต้ท้องทะเล โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง เช่น ปะการังก้อน ปะการังเขากวาง ปะการังพุ่ม ปะการังแผ่น หอยมือเสือ ดอกไม้ทะเล ปลาสวยงามในแนวปะการัง ดาวทะเล กัลปังหา สาหร่าย พบได้ในบริเวณ เกาะช้างน้อย ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะช้าง เกาะหยวก เกาะมันนอก เกาะคลุ้ม เกาะหวาย เกาะเหลายา เกาะง่าม เกาะรัง เกาะกระ และบริเวณเรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงสงขลาที่จมอยู่ใกล้บริเวณอ่าวสลักเพชร


พืชพรรณธรรมชาติ


ป่าดงดิบชื้น พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ไม้ยาง กระบาก ตะเคียนทอง ทะโล้ พญาไม้ เปล้า ก่อ หลาวชะ โอน เต่าร้าง หวาย แสลงพัน เตยย่าน กล้วยไม้ ห่อข้างสีดา ไผ่ เร่ว กระวาน เป็นต้น
ป่าชายหาด พบตามที่ราบตามชายฝั่งทะเลในบริเวณหมู่บ้านสลักเพชร หมู่บ้านสลักคอก หมู่บ้านคลองสนและอ่าวคลองพร้าว มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ หูกวาง สารภีทะเล เมา เสม็ด เตยทะเล เป็นต้น
ป่าชายเลน มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ คือ โกงกาง โปรง พังกาหัวสุม ถั่วดำ แสม ตะบูน ปอทะเล และตีนเป็ดทะเล
สัตว์ป่า จากสำรวจประชากรสัตว์ป่าเมื่อปี 2535 พบว่ามี
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จำนวน 29 ชนิด ได้แก่ หมูป่า เก้ง นางอาย ลิงเสน ค่างหงอก ชะมดเช็ด พังพอนธรรมดา ค้างคาว กระรอก และหนู เป็นต้น
นก จำนวน 74 ชนิด เป็นนกที่มีถิ่นถาวรในประเทศไทยและไม่อพยพย้ายถิ่น 61 ชนิด ได้แก่ นกยางทะเล นกปรอดหน้านวล นกตบยุง นกนางแอ่นแปซิฟิค นกกวัก นกลุมพู และนกแก๊ก เป็นต้น เป็นนกอพยพเข้ามาในประเทศไทยในช่วงฤดูหนาว 8 ชนิด ได้แก่ นกยางเขียว นกหัวโตทรายใหญ่ นกนางนวลแกลบดำปีกขาว นกน็อดดี้ นกขมิ้นท้ายทอยดำ นกกระจี๊ดขาสีเนื้อนกกระจี๊ดขั้วโลกเหนือ และนกนางแอ่นบ้าน เป็นนกอพยพเพื่อผสมพันธุ์ 2 ชนิด คือ นกแต้วแล้วอกเขียว และนกแต้วแล้วธรรมดา ส่วนนกอพยพผ่านในฤดูกาลอื่น 3 ชนิด คือ นกจับแมลงสีฟ้าท้องขาว นกจับแมลงคอสีน้ำเงินเข้ม และนกกระจิ๊ดหัวมงกุฎ
สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและสัตว์เลื้อยคลาน
จำนวน 42 ชนิด ได้แก่ ตะพาบน้ำ ตะกวด เหี้ย งูเหลือม งูหลาม งูทางมะพร้าวธรรมดา งูสิง งูสิงหางลาย งูจงอาง และกบเกาะช้าง (เป็นสัตว์ประจำถิ่นในป่าดงดิบชื้นบริเวณเกาะช้างและเกาะใกล้เคียง)














แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

  • บริเวณยุทธนาวี อยู่ทางตอนใต้ของเกาะช้างใกล้อ่าวสลักเพชร เป็นบริเวณที่เกิดการสู้รบระหว่างกองทัพเรือไทยกับฝรั่งเศส ในกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนด้านตะวันออกเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2484

  • น้ำตกธารมะยม เป็นน้ำตกขนาดกลาง มี 3 ชั้น ทางขึ้นน้ำตกอยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติ โดยเดินผ่านสวนทุเรียนเข้าไป ประมาณ 500 เมตร มีพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์เสด็จประพาส ปรากฏ พระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยอยู่ที่แผ่นผาหินของน้ำตกนี้ อาทิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2419) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2465) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2470) และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2516)

  • น้ำตกคลองพลู เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มี 3 ชั้น ทางเข้าน้ำตกอยู่ห่างชุมชนอ่าวคลองพร้าว ประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วต้องเดินป่าอีก ประมาณ 20 นาที

  • หาดคลองพร้าว-แหลมไชยเชษฐ์ เป็นหาดทรายที่มีความยาวมากติดต่อกับหาดไก่แบ้ หาดทรายบริเวณนี้มีความลาดมากสามารถเล่นน้ำได้ ตอนเหนือสุดของอ่าวคลองพร้าวติดต่อกับอ่าวไชยเชษฐ์และแหลมไชยเชษฐ์ซึ่งมีแหลมหินมีทัศนียภาพสวยงามแต่ไม่สามารถเล่นน้ำได้

  • หาดไก่แบ้ เป็นหาดที่มีความยาวติดต่อกับหาดคลองพร้าว หาดไก่แบ้เป็นหาดทรายที่มีความลาดพอสมควร สามารถเล่นน้ำได้โดยไม่เป็น อันตราย

  • เกาะเหลายา อยู่ทางตอนใต้ของเกาะช้าง ประกอบด้วยเกาะเหลายาใน เกาะเหลายากลาง เกาะเหลายานอก ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือแหลมงอบประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เป็นเกาะที่มีหาดทรายยาว น้ำทะเลใส และแนวปะการังสวยงาม

  • เกาะหวาย เป็นเกาะใหญ่อีกเกาะหนึ่ง มีหาดส่วนใหญ่เป็นหิน ประกอบด้วยอ่าวใหญ่ที่มีแนวชายหาดสวยงาม มีแนวปะการังขนาดใหญ่ สมบูรณ์และยังเป็นแหล่งตกปลาอีกด้วย ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเกาะช้างถัดจากเกาะเหลายาลงไป

  • หมู่เกาะรัง เป็นเกาะขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะหมาก บนเกาะไม่มีที่ราบพอที่จะอาศัยอยู่ได้ แต่มีสัมปทานการทำรังนกนางแอ่นและมูลค้างคาวมีโขดหินใต้น้ำและปะการังน้ำลึกที่สวยงาม
    ข้อมูลทั่วไป



การเดินทางไปยังหมู่เกาะช้าง สามารถเดินทางจากจังหวัดตราดมายังอำเภอแหลมงอบ ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อโดย เรือโดยสารจากท่าเรือแหลมงอบ โดยจะใช้เวลาในการเดินทางมากน้อยแล้วแต่จุดใกล้ไกลที่จะไป ตั้งแต่ 45 นาที ถึง 5 ชั่วโมง ในหน้ามรสุม ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม แม้การเดินทางไปยังเกาะอื่นๆ มักมีอุปสรรค แต่สำหรับเกาะช้างสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยนั่งเรือ จากท่าเรือแหลมงอบไปยังชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งเป็นทะเลด้านในแล้วลงที่อ่าวสับปะรดของเกาะช้าง จากนั้นจึงนั่งรถสองแถวต่อไปยังที่ ที่ต้องการ
ในการประกอบกิจกรรมนันทนาการในเขตอุทยานแห่งชาติไม่ว่าจะเป็นการเล่นน้ำ การนั่งเรือชมทิวทัศน์ การเล่นกีฬา การดำผิวน้ำดูปะการัง การพักแรมค้างคืน การก่อไฟ ให้กระทำได้เฉพาะในเขตหรือบริเวณที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ควรกระทำหรือส่งเสียงอื้อฉาวรบกวนคนหรือสัตว์ ไม่เดินออกนอกเส้นทางถาวร และปฏิบัติตนตามที่เจ้าหน้าที่กำหนดหรือตามที่เจ้าหน้าที่ได้ทำเครื่องหมายไว้ สำหรับผู้ที่ไปกางเต็นท์พักแรมจะต้อง เตรียมเครื่องนอนและอุปกรณ์ในการพักแรมไปเอง และต้องเก็บและทำความสะอาดที่พักให้เรียบร้อยเมื่อเลิกใช้แล้ว การก่อไฟต้องไม่เก็บหรือ ตัดกิ่งไม้ยืนต้นมาใช้และต้องระมัดระวังมิให้ไฟลุกลามไปยังที่อื่น ต้องดับไฟให้สนิททุกครั้งที่เลิกใช้ และสำหรับผู้ที่พิศมัยในการดำน้ำดูปะการัง จะต้องเตรียมอุปกรณ์ไปเอง








วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การประมวลผลข้อมูล





การประมวลผลข้อมูล (Data processing)
การประมวลผลข้อมูล คือการกระทำการใดๆ กับข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลนั้นๆ อยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ หรือตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน




ประเภทของการประมวลผลข้อมูล
การประมวลผลข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ
1. การประมวลผลด้วยมือ (Manual Data Processing)
การประมวลผลด้วยมือ หมายถึงการใช้แรงงานคนเป็นหลักในการประมวลผล โดยมีอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการประมวลผล เช่น ดินสอ ปากกา ไม้บรรทัด กระดาษ ลูกคิด เครื่องคิดเลข วิธีการประมวลผลด้วยมือเหมาะกับงานที่มีปริมาณไม่มากนัก และอยู่ในภาวะที่แรงงานยังมีการจ้างงานที่ไม่สูงนัก

2. การประมวลผลด้วยมือกับเครื่องจักรกล(Manual With Machine Assistance Data Processing)
การประมวลผลด้วยมือกับเครื่องจักรกล หรือการประมวลผลด้วยเครื่องจักรกล ซึ่งการประมวลผลแบบนี้จะเหมาะกับงานระดับกลางที่มีปริมาณไม่มากนัก และต้องการความเร็วในการทำงานในระดับพอสมควร การทำงานจะอาศัยแรงงานคน ร่วมกับเครื่องจักรกล เครื่องที่ใช้กันมาก คือ เครื่องทำบัญชี หรือเครื่องประมวลผลกึ่งอิเล็กทรอนิกส์ (Semi-electronic Data Processing)

3. การประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Processing)
การประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรือการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกย่อๆ ว่า EDP คือ การประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานที่เหมาะสมกับการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์คือ งานที่มีลักษณะดังนี้



  • งานที่มีปริมาณมากๆ


  • ต้องการความเร็วในการประมวลผล


  • ต้องการความละเอียดและความถูกต้องของงานสูง


  • งานที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ซับซ้อน หรือมีลักษณะที่ทำงานแบบเดิมซ้ำกันหลายๆ รอบ


  • มีการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อน

ตัวอย่างเช่น ระบบงานทะเบียนและวัดผล, ระบบงานการจองตั๋วเครื่องบิน หรือระบบงานด้านการเงินและการธนาคาร เป็นต้น
















ขั้นตอนการประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์

การประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ

1. การเตรียมข้อมูลเข้า (Input Data)
คือการเก็บรวบรวมข้อมูลให้พร้อมที่จะทำการจัดเก็บ บันทึก และประมวลผล ซึ่งประกอบไปด้วย

1.1 การลงรหัส (Coding) คือการใช้รหัสแทนข้อมูล ซึ่งทำให้ข้อมูลอยู่ในรูปที่กระทัดรัดเพื่อสะดวกแก่การประมวลผล รหัสที่ใช้อาจเป็นตัวเลขหรือไม่ใช่ตัวเลขก็ได้
1.2 การแก้ไข (Editing) คือการตรวจสอบข้อมูล ให้มีความถูกต้อง และเป็นไปได้ (เช่น ข้อมูลอายุ ควรจะอยู่ระหว่าง 0 - 100 ปี เป็นต้น) ก่อนนำไปใช้งาน โดยมีการปรับปรุงแก้ไขเท่าที่จำเป็น
1.3 การแยกประเภท (Classifying) คือ การจัดประเภทของข้อมูล หรือจำแนกข้อมูลออกเป็นกลุ่มเพื่อสะดวกแก่การนำไปประมวลผล เช่น ร้านค้าย่อย อาจจะจำแนกเป็น ชนิดของสินค้า แผนกที่ขาย ผู้ขาย หรือจำแนกหมวดอื่นๆ ตามที่ผู้จัดร้านเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการดำเนินงาน
1.4 การแปรสภาพข้อมูล (Transforming) คือ การเปลี่ยนสื่อ หรือตัวกลางที่ใช้บันทึกข้อมูลเพื่อให้อยู่ในรูปที่สามารถนำไปประมวลผลต่อไปได้ เช่น การเจาะข้อมูลลงบนบัตร เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถรับไปประมวลผลได้

2. การประมวลผล (Processing)
ได้แก่ วิธีการจัดการกับข้อมูล ซึ่งอาจเป็นการบวก ลบ คูณ หาร หรือการคำนวณ และเปรียบเทียบลักษณะต่างๆ ที่กำหนดไว้

3. การนำเสนอข้อมูล (Output)
คือ การเอาผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาแสดงให้ผู้อื่นทราบ อาจจะแสดงไว้ในรูปรายงาน ตาราง หรือแบบใดก็ได้ที่สามารถนำเสนอให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย
3.1 การสรุปผล (Summarizing) คือการนำเอาข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่มากลั่นกรอง และย่อลงให้เหลือเฉพาะส่วนที่จำเป็น เพื่อที่จะนำไปปฏิบัติให้คล่องตัว และใช้ประกอบการตัดสินใจ
3.2 การเก็บข้อมูล (Storing) เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ได้อีกในอนาคตจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ ในระบบคอมพิวเตอร์มักจะบันทึกลงเทปแม่เหล็กหรือจานแม่เหล็ก
3.3 การค้นหาและการเรียกใช้ข้อมูล (Searching and Retrieving) คือ การค้นหาข้อมูลในแฟ้มข้อมูล และเรียกข้อมูลนั้นกลับมาใช้งาน (เช่นนำข้อมูลกลับมาแก้ไข ปรับปรุง)
3.4 การทำสำเนาข้อมูล (Reproduction) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบที่ได้มาใหม่ หรือข้อมูลจากการประมวลผล ในบางครั้งต้องการข้อมูลหลายชุด จึงจำเป็นต้องมีการสำเนาข้อมูลออกมาใช้หลายๆ ชุด


















ระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer processing)
สามารถแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้


1. การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch processing system)
หมายถึงการประมวลผลข้อมูลที่ต้องมีการรวบรวมข้อมูลให้มากพอควร โดยใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งในการเก็บรวบรวม เมื่อมีการสะสมข้อมูลครบเวลาที่กำหนด จึงนำไปประมวลผล ระบบเครื่องที่ประมวลผลแบบนี้เรียกว่าระบบออฟไลน์ (Off-line system)

2. การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive processing system)
เป็นวิธีการประมวลผลที่รับข้อมูลที่เกิดขึ้นเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และเครื่องสามารถที่จะโต้ตอบข้อมูลที่รับเข้ามาทันที (ข้อมูลที่เข้าไปแต่ละรายการจะถูกประมวลผลทันที) เช่น ระบบการฝากถอนเงินโดยเครื่อง ATM เป็นต้น การทำงานในระบบนี้เรียกอีกอย่างว่าระบบออนไลน์ (On-line system) ซึ่งระบบ On-line นี้ยังมีประเภทย่อยๆ อีก 2 ประเภท คือ


2.1 ระบบการประมวลผลโดยใช้เวลาจริง (Real-time processing) เป็นระบบที่ต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองข้อมูลสูงมาก (ข้อมูลที่ตอบสนองมาต้องถูกต้อง แน่นอน แม่นยำ ทันต่อเวลา)


2.2 ระบบการประมวลผลแบบเวลา (Timesharing processing) เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้หลายๆ คนสามารถทำงานพร้อมๆ กันได้ โดยการแบ่งเวลาหน่วยประมวลผลกันใช้งาน โดยการผ่านเครื่องเทอร์มินัล ซึ่งเป็นสถานีที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ และสามารถจัดสรรหน่วยความจำของระบบให้ผู้ใช้ได้ตามความต้องการของงาน

3. การประมวลผลโดยใช้ตัวประมวลผลมากกว่า 1 ชุด (Multiprocessing system)
หมายถึงการประมวลผลโดยอาศัยหน่วยประมวลผลกลางมากกว่า 1 ชุด โดยกำหนดให้ทำงานในเวลาพร้อมๆ กัน (อาจจะเสริมการทำงาน หรือ สำรองการทำงานซึ่งกันและกัน) นิยมใช้กับงานที่จำเป็นต้องมีการประมวลผล อยู่ตลอดเวลา

4. การประมวลผลแบบหลายโปรแกรม (Multiprogramming system)
ระบบ Multiprogramming system หรือ Multi tasking system หมายถึงระบบการประมวลผลที่ในขณะเวลาใดเวลาหนึ่งสามารถมีโปรแกรม อยู่ในระบบการประมวลผลมากกว่า 1 โปรแกรมได้ กล่าวคือ ในขณะที่โปรแกรมหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ผู้ใช้สามารถที่จะเรียกโปรแกรมอื่น มาทำงานซ้อนได้ และสามารถที่จะสลับกันทำงานระหว่างโปรแกรมที่เปิดใช้งานอยู่ได้


เอกสารอ้างอิงhttp://www.paktho.ac.th/trirong//classroom/plan3001/page10.htm




วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ












อาคารอัจฉริยะ Intelligent building
เป็นอาคารที่มีแนวคิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นต้องการให้อาคารมีความทันสมัยตามความต้องการ
ของธุรกิจปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งเป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีที่ทันสมัยของระบบสำนักงานอัตโนมัิติ นอกจาก 3 หลักนี้แล้ว ภายในอาคารยังต้องประกอบไปด้วยระบบย่อยอื่นๆ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อ
ให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ของคนภายในอาคาร


อาคารสำนักงานอัจฉริยะ
คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานสำหรับมืออาชีพนั้นประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสองส่วนด้วยกัน คือ ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ และซอฟต์แวร์ชั้นดีที่มีความเสถียรภาพ องค์ประกอบทั้งสองอย่างเมื่อรวมกันจะสร้างประสิทธิผลให้กับผู้ใช้งานได้อย่างมากมาย นี่คือนิยามของอาคารสำนักงานอัจฉริยะ The Offices @ Central World อาคารกระจกสูงเด่นเป็นสง่ากลางแยกราชประสงค์ ซึ่งเจ้าของอาคารมีแนวคิดที่จะให้เป็นอาคารสำนักงานอัจฉริยะ หรือ smart office ที่จะมาเชิดหน้าชูตากรุงเทพฯให้ทัดเทียมมหานครชั้นนำอย่างนิวยอร์ก ลอนดอน โตเกียว BPB เรือนตะวัน ของบริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) แนะนำอาคารอัจฉริยะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

ด้านเทคโนโลยีอาคารนี้ติดตั้งระบบลิฟต์ทันสมัยล่าสุดที่มีความเร็วสูงมาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ความอัจฉริยะของลิฟต์จะช่วยบริหารเวลาการใช้ลิฟต์ในชั่วโมงเร่งด่วนอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความปลอดภัยด้วยระบบ access card ที่ช่วยแจ้งตำแหน่งของลิฟต์ที่จะไปยังชั้นเป้าหมายโดยไม่ต้องแวะไปยังชั้นอื่น ความอัจฉริยะของระบบลิฟต์นี้จะช่วยประหยัดพลังงานและประหยัดเวลา เพราะมันเป็นการ grouping คนที่มีปลายทางเดียวกันไปด้วยกัน

อาคารนี้ได้จัดให้บริเวณของห้องทำงานก็ติดกับกระจก ทำให้ประหยัดพลังงานเพราะได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติ และยังทำให้ผู้ใช้งานได้มองเห็นวิวภายนอกอีกด้วย นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาของระบบปรับอากาศที่มักมีปัญหาในอาคารสูงในเมืองไทยที่มักจะมีอุณหภูมิไม่เท่ากัน ด้วยระบบเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศที่ช่วยถ่ายเทอากาศภายในอาคาร และปรับอุณหภูมิภายในให้เหมาะสมกับสภาพอากาศภายนอก


ระบบในอาคารอัจฉริยะ

ระบบอาคารอัตโนมัติ (Building automation)
ระบบควบคุมอาคาร
ระบบปรับอากาศและความชื้นในห้อง
ระบบควบคุมลิฟท์อัตโนมัติ
ระบบโครงสร้างอาคาร
ระบบสื่อสาร
การเดินสายไฟฟ้า
การจัดสภาพแวดล้อมในอาคาร
การออกแบบทางสถาปัตยกรรมของพื้นที่ใช้สอยของอาคารมุมพักผ่อนเฟอร์นิเจอร์
การวางแผน
การบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ


ระบบรักษาความปลอดภัย

โทรทัศน์วงจรปิด

ระบบตรวจจับบริเวณอาคาร

ระบบควบคุมที่จอดรถ

ระบบขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน

ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว

ระบบ Access Cardระบบตรวจสอบเพลิงไหม้และเตือนภัย

ระบบตรวจสอบน้ำดื่ม น้ำใช้ และน้ำสำหรับป้องกันอัคคีภัย

ระบบตรวจสอบคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นจอดรถ

ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว

ระบบตรวจสอบแรงดันและการไหลของน้ำในอาคาร



อาคารอัจฉริยะ

เป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีทันสมัยของระบบสำนักงานอัตโนมัติ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และระบบอาคารอัตโนมัติ รวมทั้งระบบย่อยๆที่ทำหน้าที่สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย ความสะดวกสบายของคนในอาคาร และความคล่องแคล่วต่อการดำเนินธุรกิจในยุคสมัยใหม่ที่ต้องพร้อมต่อการแข่งขันทุกรูปแบบ








วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

พิจารณาการตัดสินใจ

การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้
การตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัติเข้ามาใช้ ต้องมีบุคคลดังต่อไปนี้
1.ผู้ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มักจะให้บริการด้านการให้คำปรึกษา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละสำนักงาน

2.ทีมงานเฉพาะกิจของบริษัท อาจจัดตั้งทีมงานขึ้นมาเองเพื่อทำการวิจัยด้านนี้โดยเฉพาะควรมีพนักงานที่มีความชำนาญด้านการจัดการข้อมูล

3.ที่ปรึกษา ซึ่งควรเป็นบุคคลหรือกลุ่มที่เชี่ยวชาญด้านสำนักงานอัตโนมัติเป็นพิเศษ

4.ทีมงานเฉพาะกิจด้านการศึกษามีความรู้อย่างดีในการจัดระบบจะสามารถพิจารณาทุกแง่ทุกมุมของปัญหาได้โดยปราศอคติ

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนการเปลี่ยนแปลงระบบสำนักงาน มีดังนี้

การจัดการเอกสารในสำนักงาน

1.ปริมาณงานที่พิมพ์มีมากน้อยเพียงใด
2.เวลาที่ใช้ในการพิมพ์เอกสาร เวลาที่ต้องการให้เอกสารเสร็จ
3.ปริมาณเอกสารมีมากน้อยเพียงใด
4.ปริมาณเอกสารที่ผิดพลาดและจะต้องถูกแก้ไข
5.ระดับคุณภาพและความสวยงามของเอกสาร
6.ปริมาณงานใช้คอมพิวเตอร์ได้มากแค่ไหน
7.จำนวนพนักงานที่ผลิตเอกสารและค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน
8.จำนวนความสึกหรอของอุปกรณ์

การวิเคราะห์สำนักงานทั้งระบบ
1.พิจารณาโครงสร้างของระบบสำนักงาน
2.พิจารณาฝังของสำนักงาน
3.พิจารณาหน้าที่ของอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
4.พิจารณาลักษณะของแบบฟอร์มที่ใช้วิเคราะห์
5.พิจารณาหน้าที่ของงานแต่ละอย่าง